แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ภาวะไขมันในเลือดสูง

ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน อย่างไรก็ตามภาวะไขมันในเลือดสูงนั้นเป็นภาวะที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ ไขมันในเลือด ประกอบด้วย คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ คอเลสเตอรอลเป็นไขมันที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. HDL ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งและหลอดเลือดตีบตัน 2.LDL ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็งและลหอดเลือดตีบตัน ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงและ/หรือมีระดับ HDL ต่ำ จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดตีบตันมากกว่าผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลปกติ


ค่าปกติของไขมันในเลือด


    *ระดับคอเลสเตอรอล น้อยกว่า 200 มิลลิกรัม

    *ระดับ HDL 40-60 มิลลิกรัม

    *ระดับ LDL น้อยกว่าหรือเท่ากับ 130 มิลลิกรัม

การปฏิบัติตัวเพื่อลดคอเลสเตอรอลในเลือด

    1. การควบคุมอาหาร
         1. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
         2.อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง ปลาหมึก กุ้ง และเครื่องในสัตว์
         3.ไขมันจากสัตว์
         4.กะทิ
         5.อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน
         6.ขนมหวาน แป้ง ข้าวต่างๆ และเครื่องดี่มประเภทเบียร์

    อาหารที่ควรรับประทาน
       1.เนื้อปลา
       2.น้ำมันของปลาทะเล
       3.ผักและผลไม้ที่มีกากมากๆ เช่น ฝรั่ง ผักกาด ส้ม เป็นต้น
       4.ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมสด

    ควรปรุงอาหารด้วยการนึ่ง ต้ม ยำ หากต้องการปรุงด้วยการทอดควรเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

    2.การออกกำลังกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยเพิ่มระดับ HDL ในเลือดให้สูงขึ้น ควรออกกำลังกายครั้งละประมาณ 10-30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เช่น จ็อกกิ้ง เต้นรำ ว่ายน้ำ เป็นต้น

ถ้าท่านมีภาวะไขมันคอเลสเตอรอลสูงควรรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มก./วัน

โรคแทรกซ้อน

     *โรคหัวใจ เป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคต่างๆ อันเนื่องมาจากการทำงานของหัวใจ
    *ระบบประสาท อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
    *เส้นเลือด เลือดไปเลี้ยงขาไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการปวดน่อง
    *ตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบ



ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต


ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ



Affordable Web Hosting

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ควบคุมน้ำหนัก อย่างปลอดภัย

Wheatgrass Juice Powder 
(ต้นอ่อนข้าวสาลีสกัด) ออร์แกนนิค

วีทกราสสกัดมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 90 ชนิด ตั้งแต่แคลเซียม
แมกนีเซียม, โพแทสเซียม, เหล็ก และโซเดียม มีกรดอะมิโนไม่ต่ำกว่า
20 ชนิด และมีเอนไซม์ไม่ต่ำกว่า 30 ชนิด วีทกราสสกัด ช่วยให้ระบบ
การทำงานของร่างกายดีขึ้น ช่วยระบบการย่อยอาหาร ช่วยในเรื่อง
ของการเผาผลาญพลังงานและอาหาร ช่วยในเรื่องการแลกเปลี่ยน 
ออกซิเจน และช่วยระบบควบคุมต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
วีทกราสสกัด ยังช่วยชะล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้เรายัง 
พบสารซาโปนิน (Saponin) ซึ่งมีฤทธิ์กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
ในระดับเซลล์ และจากระบบน้ำเหลืองของร่างกาย วีทกราสสกัด 
จัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง หนักเพียง 15 ปอนด์ มีคุณค่าเทียบเท่า 
ผักสดทั่วไปน้ำหนัก 350 ปอนด์ วีทกราสสกัดยังอุดมไปด้วย วิตามิน 
เอนไซม์ ที่ยังมีชีวิต ร่างกายสามารถนำไปใช้งานได้ทันที วีทกราสมี
คลอโรฟิลล์ ถึง 70 % 
ช่วยให้สมองและ เนื้อเยื่อมีออกซิเจนที่พอเพียง 
ทำให้สามารถ ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ 
ที่สำคัญลดความเสี่ยงจากสารก่อมะเร็งต่างๆ ช่วยฟอกมลภาวะและ
ฟื้นฟูระบบหลอดเลือด เพราะโมเลกุลของมันคล้าย โมเลกุลของ 
ฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือด ช่วยทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิต
และลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ช่วยลดพิษ จากมลภาวะต่างๆ และมี
ฤทธิ์ต้านเชื้อโรค นอกจากนั้นในวีทกราสยังมีสารประกอบซึ่งช่วยกำจัดพิษจากตับ
และส่งเสริมการทำงานของตับ วีทกราสช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน 
ให้ดีขึ้น ช่วยให้หลับได้สนิท จากการวิจัยพบว่าในวีทกลาสที่ปลูกแบบ 
ธรรมชาติ (Organic) จะมีแร่ธาตุมากกว่า 100 ตัว ที่มนุษย์ต้องการ 
ในนั้นและ 90 % ของแร่ธาตุนี้มาจากดินที่ใช้ปลูก วีทกลาสสกัด อุดม 
ไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี คลอรีน แมกนีเซียม
ช่วยลดการสะสมของไขมัน มีกรดอะมิโนใช้สำหรับ การซ่อมแซม 
ส่วนที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่
Fructooligosaccharide from
Onion and Banana
(ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ 
จากหัวหอมและกล้วย)
หรือ FOS คือ น้ำตาลเชิงซ้อนที่เป็น
รูปแบบที่บริสุทธิ์ และเข้มข้นที่สุด
ที่พบได้ ช่วยเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดี 
ชื่อ แลคโตบาซิลลัส และบิฟิโด-
แบคทีเรีย ในลำไส้ใหญ่ ฟรุคโต-
โอลิโกแซคคาไรด์ ให้พลังงานต่ำ 
และจัดเป็นเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้
FOS เป็นพรีไบโอติกชนิดหนึ่งที่พบได้ 
ในกล้วยหอม หัวหอม 
ช่วยเพิ่มเชื้อ 
จุลินทรีย์ชนิดดี ชื่อ แลคโตบาซิลลัส
และบิฟิโดแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยลดความ
เสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ต้านทาน 
เชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลให้การทำงาน และสุขภาพ 
ของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น กุญแจที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในคุณค่า
ของฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ คือการเข้าใจในบทบาทของแบคทีเรีย 
ตัวดีในร่างกายฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์เป็นอาหารของแบคทีเรียตัวดี 
ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวร้าย
ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้รับ
การรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่น
Resistant Moltodextrin
form Corn 
(มอลโตเด็กซ์ตรินจากข้าวโพด)
เป็นแป้งจากข้าวโพดที่ไม่มีรสหวาน
แต่ดูดซึมง่ายเป็นแป้งโมเลกุลชนิดสั้น
ช่วยให้ร่างกายสร้างไกลโคเจน
ให้แก่กล้ามเนื้อได้ดีกว่าการใช้น้ำตาล Resistance Maltodextrin 
ซึ่งจัด เป็นเส้นใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำ ผลิตจากแป้งข้าวโพด ซึ่งมี 
คุณสมบัติโดดเด่นที่ต่างจาก Maltodextrin ทั่วไป คือไม่ถูกย่อยสลาย
ด้วยน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทั้งยังทนกรดสูงระดับเดียวกับน้ำย่อย 
จากกระเพาะอาหาร ซึ่งส่วนที่ผ่านการย่อยสลายจากน้ำย่อยใน
กระเพาะอาหารนี่เองที่จัดเป็นเส้นใยอาหารชั้นดี มีคุณสมบัติเด่นมาก 
ในเรื่องการรักษาสมดุลของระบบขับถ่าย โดยเพิ่มความถี่ในการ
ขับถ่าย เพิ่มมวลของอุจจาระและช่วยให้อุจจาระนิ่ม จึงขับถ่ายได้ดีขึ้น
ช่วยในการดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กช้าลงส่งผลให้ระดับน้ำตาล
กลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จึงรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไว้ได้
นานขึ้นจึงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน Type II หรือ 
เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน 
นอกจากนี้ยังพบว่าการบริโภคมอลโตเด๊กซ์ซินอย่างต่อเนื่อง
สามารถลดปริมาณไขมันที่สะสมในร่างกายได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถ
ใช้ มอลโตเด๊กซ์ซินเป็นสารอาหารควบคุม น้ำหนักได้
  • ่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายดีขึ้น เช่น
    ช่วยระบบการย่อยอาหาร 
    ช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานและอาหาร
  • ช่วยในเรื่องการแลกเปลี่ยนออกซิเจน
  • ช่วยชะล้างสารพิษออกจากร่างกาย
  • ช่วยในการฟอกตับ
  • ช่วยลดอาการท้องผูกจึงลดความเสี่ยงในการเป็น
    มะเร็งลำไส้ใหญ่ 
  • ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันต้านทานเชื้อโรคในระบบ
    ทางเดินอาหารซึ่งส่งผลให้การทำงานและสุขภาพ
    ของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น
  • ลดความดันโลหิต
  • ชะลอความแก่
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • เพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ต่างๆ 
  • ช่วยลดการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • สมานแผล และขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากร่างกาย 
    เช่น กลิ่นปากเป็นต้น
วิธีการใช้ : 
รับประทานครั้งละ 1 ซอง วันละ 2 ครั้ง
โดยผสมกับน้ำเย็น หรือน้ำอุณหภูมิห้อง

1 กล่อง 30 ซอง






เบอร์โทรติดต่อ : 086 885 5095


      K.อัญชลีรัตน์

ey2554@hotmail.com

u.lakshmi50@gmail.com



Web Hosts

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หัวใจโต (enlarged heart)


หัวใจโต (enlarged heart)หมายถึง ขนาดของหัวใจที่ตรวจพบว่าโตขึ้น โดยเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาเนื่องจากโรคอื่นๆ หลายชนิด ขนาดหัวใจที่โตกว่าปกตินั้น อาจแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ หัวใจโตจากกล้ามเนื้อที่หนาตัวกว่าปกติ เช่น ในกรณีความดันโลหิตสูง หรือลิ้นหัวใจตีบ ก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นได้ อีกประการหนึ่งคือ ขนาดของหัวใจโตขึ้นเพราะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ดี มีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจมาก ทำให้ขนาดของหัวใจโตขึ้น




สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้หัวใจโตมีหลายประการ ได้แก่
1.ความดันโลหิตสูง ขณะที่หัวใจสูบฉีดโลหิตผ่านหลอดเลือดแดงแล้วไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย แรงที่เกิดขึ้นในการทำให้เลือดไหลเวียนอยู่นี้จะมีผลต่อผนังหลอดเลือดแดงด้วย แรงมากระทำมากผนังหลอดเลือดแดงก็ต้องยืดขยายมากไปด้วย หากหัวใจสูบฉีดโลหิตด้วยความแรงที่สูงกว่าปกติตลอดเวลา ระบบการไหลเวียนของโลหิตจะตกอยู่ในสภาพที่หลอดเลือดแดงรับบทหนักตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาให้ความดันโลหิตที่สูงกลับไปสู่ปกติ


2.โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ส่วนใหญ่มักจะเกิดในสภาพสังคมที่ค่อนข้างจะยากจน สาเหตุการเกิดเนื่องจากมีการติดเชื้อที่บริเวณทางเดินหายใจ หลังจากนั้นเชื้อหรือปฏิกิริยาจากการติดเชื้อก็ลงไปจู่โจมที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจเกิดการอักเสบ เกิดการทำลายเกิดขึ้นแล้วเกิดลิ้นหัวใจตีบและลิ้นหัวใจรั่วตามมา


3.โรคหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ในประเทศไทย พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยง่ายเมื่อออกกำลังกาย บางครั้งเป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ สาเหตุเกิดจากการตีบแคบ หรืออุดตันในหลอดเลือดโคโรนารี่ที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจขาดเลือด จึงเกิดอาการต่างๆ เช่น จุกแน่น เสียดแสบบริเวณทรวงอก อาจแผ่กระจายไปที่แขน ลำคอ ขากรรไกร กราม หากเป็นมากจะอ่อนเพลีย เหงื่อออก เป็นลม จนถึงเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน

4.โรคเบาหวาน โรคเบาหวานมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยโรคเบาหวานพบความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ความรุนแรง และความเรื้อรังของโรค นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังมีความผิดปกติของไขมันในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำงานของหัวใจบกพร่องไปเรื่อยๆ
 
 
5.โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่าการเกิดโรคนี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม ลักษณะสำคัญของโรค พบการหนาตัวผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นการหนาตัวที่เกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละบริเวณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและบริเวณผนังกั้นกลางระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและขวา ทำให้เกิดการอุดกั้นเลือดที่ไหลออกจากหัวใจขณะที่บีบตัว


6.โรคหัวใจจากแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงจะส่งผลโดยตรงต่อความดันโลหิต ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น พบว่าการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจบกพร่องและเป็นไปในลักษณะเรื้อรัง นอกจากนี้สารอะเซตัลดีไฮด์ที่เกิดจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ยังเป็นสารที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก สารเหล่านี้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดและเซลล์เนื้อเยื่อปลายทาง ผลที่สำคัญประการหนึ่งเป็นความผิดปกติของไมโตคอนเดรียที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

อาการ

ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าหัวใจโตอาจไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด หากจะมีอาการ ก็มักจะเป็นอาการอันเนื่องจากโรคที่เป็นต้นเหตุ และอาการจากภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น เหนื่อยง่าย หอบ แน่นหน้าอก เป็นต้น

ภาวะหัวใจโตไม่ถือเป็นโรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของโรคหัวใจ หมายความว่าโรคหัวใจชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อปล่อยให้โรคดำเนินไปมากขึ้นแล้ว จะเกิดภาวะหัวใจโตขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้หัวใจโตแล้ว จะเป็นสัญญาณเตือนว่าวันข้างหน้าโรคหัวใจเหล่านี้จะทำให้การทำงานของหัวใจล้มเหลว เข้าสู่โรคหัวใจระยะสุดท้ายและมีโอกาสเสียชีวิตได้

การวินิจฉัย


สามารถให้การวินิจฉัยได้จากการซักถามประวัติอาการ และการตรวจร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยละเอียด ซึ่งจะบอกได้หากหัวใจมีขนาดโตมาก นอกจากนี้การตรวจร่างกายอาจจะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของหัวใจโตได้เช่นกัน

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการถ่ายภาพรังสีทรวงอกช่วยในการวินิจฉัยได้มาก ในกรณีกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติมาก หรือผู้ป่วยที่เคยมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน จะตรวจพบได้จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

ข้อควรระวังคือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจที่มีความไวต่ำ การที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติมิได้หมายความว่าหัวใจไม่โต ในทางตรงข้ามแม้คลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกว่าหัวใจโต แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่โตก็ได้

ภาพรังสีทรวงอกบอกขนาดของหัวใจได้ดีพอสมควร แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง บ่อยครั้งที่แพทย์อาจพิจารณาสั่งการตรวจพิเศษหลายอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการให้ความเห็นและรักษา


การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือคลื่นอัลตราซาวน์ บางครั้งเรียกว่าการตรวจคลื่นสะท้อนหัวใจ (echocardiography) ซึ่งช่วยให้เห็นห้องหัวใจและสามารถวัดขนาดได้ว่าโตหรือไม่ การตรวจชนิดนี้นังช่วยให้เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจ เห็นลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจ และความสามารถในการบีบตัวของหัวใจ


การรักษา

หลักการรักษาภาวะหัวใจโต เป็นการให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น รักษาความดันโลหิตสูงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ บางรายอาจได้รับการผ่าตัดลิ้นหัวใจ สำหรับผู้ที่หัวใจวายต้องได้รับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวให้ดีขึ้น

นอกจากนั้นยังควรให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการที่ถูกต้องเหมาะสม การออกกำลังกายที่เพียงพอ ควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้สูงผิดปกติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว อาจจะไม่ได้ลดขนาดหัวใจลงให้เห็นได้ชัดเจน แต่การรักษาจะช่วยป้องกันไม่ให้หัวใจโตขึ้นเรื่อยๆ ได้





ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ



ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ


Web Hosting

เบาหวานกับไขมันในเลือด


โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินสุลินลดลง หรือร่างกายตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ฮอร์โมนอินสุลิน นอกจากจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังมีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการสลายไขมันในร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงพบความผิดปกติของไขมันในเลือดได้บ่อยกว่าคนทั่วไป กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะพบความผิดปกติของระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้น และระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลที่ลดลง ส่วนระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลมักจะไม่แตกต่างจากคนที่ไม่เป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดที่ผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะเกิดจากโรคเบาหวานเองแล้ว ยังอาจเกิดจากยาต่างๆ ที่ใช้ร่วมด้วย เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเอง ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือโรคเบาหวานลงไต ซึ่งจะมีผลทำให้ระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น หรืออาจจะเกิดจากโรคไทรอยด์ที่ทำงานผิดปกติ เป็นต้น


ไขมันในเลือดผิดปกติมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน
 
 
ไขมันที่ผิดปกติจะทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่เกิดการตีบตัน ซึ่งพบได้ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน แต่ผู้ป่วยเบาหวานจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากกว่า และเกิดได้ในคนที่อายุน้อยกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าระดับไขมันที่ผิดปกติยังสัมพันธ์กับการเกิดพยาธิสภาพของหลอดเลือดฝอย และมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย



ผลต่อหลอดเลือดแดงใหญ่


ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน เป็นผลให้อวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เช่น ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรือเสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้


ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบตัน จะทำให้เกิดโรคอัมพาต โดยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก นอกจากนี้ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดบริเวณต้นขา หรือน่องเวลาเดินไกลๆ และถ้าหลอดเลือดตีบมากๆ อาจจะทำให้เกิดแผลที่เท้าได้ และเป็นสาเหตุให้แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานหายได้ยาก และช้ากว่าปกติ


ผลต่อหลอดเลือดแดงฝอย


ระดับไขมันในเลือดที่สูง จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคแทรกซ้อน ที่หลอดเลือดฝอยของตา และไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือที่เรียกกันว่า เบาหวานขึ้นตาและลงไต เป็นผลให้การมองเห็นของสายตาลดลง และการทำงานของไตเสื่อม หรือไตวาย


ผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด


ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงจะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นได้ ซึ่งอธิบายได้จากกรดไขมันอิสระที่สูง กรดไขมันอิสระที่สูง จากภาวะที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจะมีผลยับยั้งขบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสในเซล และยังทำให้มีการสร้างแลปล่อยน้ำตาลกลูโคสจากตับเพิ่มขึ้น และในทางกลับกันภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูง ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายมีฮอร์โมนอินสุลินไม่เพียงพอ หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ก็จะมีผลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นผลจากการที่ตับสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น


ผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีระดับไขมันในเลือดเท่าไร

ระดับไขมันในเลือดเหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน คือ


แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 100 มก./ดล.


เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล มากกว่า 45 มก./ดล.


ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 150 มก./ดล.


การรักษาไขมันในเลือดผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานทำได้อย่างไรบ้าง


การรักษาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 อย่าง คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา


การควบคุมอาหาร มีหลักดังต่อไปนี้ คือ


1.รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อที่จะให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วน หรือไม่ผอมเกินไป


2.รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร


3.หลีกเลี่ยง หรือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง ไขมันอิ่มตัวจะพบในไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และกะทิ สำหรับโคเลสเตอรอลนั้นจะพบในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง และนมเนยต่างๆ

การออกกำลังกาย


การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ และสม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอล และทำให้เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงขึ้นด้วย


การใช้ยา


ถ้าควบคุมอาหาร และออกกำลังกายแล้วไม่สามารถลดระดับไขมันในเลือดถึงระดับที่ต้องการแล้ว จำเป็นต้องพิจารณาการใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับไขมันแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงอย่างเดียว หรือมีไขมันแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงร่วมกับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม statin เป็นยากลุ่มแรกในผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างเดียว ยาที่เหมาะสมคือยาในกลุ่ม fibrate


ยาลดระดับไขมันในเลือด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ามีผลข้างเคียงน้อย และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน และโรคหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้




ที่มา : นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์


Website Hosting

ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

คอเลสเตอรอลกับโรคหัวใจ
คอเลสเตอรอลเป็นสารไขมันชนิดหนึ่ง พบในร่างกายมนุษย์และ ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จริงๆ แล้วคอเลสเตอรอลเป็นสารที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย แต่หากมีปริมาณมากเกินไป จะทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ เนื่องจากคอเลสเตอรอลดังกล่าวจะก่อตัวเป็นแผ่น plaque เกาะที่ผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งทำให้เกิดการตีบแคบของหลอดเลือด นำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด
การตรวจระดับคอเลสเตอรอล
แพทย์จะแนะนำให้ตรวจดูระดับไขมันในร่างกาย 4 ตัว ได้แก่
Total Cholesterol ค่า Total Cholesterol ที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ค่า Total Cholesterol ปกติควรอยู่ในระดับน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
HDL Cholesterol หรือไขมันที่ดี ถ้าค่า HDL สูง จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบน้อยลง โดยทั่วไปผู้ชายควรมีระดับ HDL ระหว่าง 40-50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่ผู้หญิงควรมีระดับ HDL อยู่ระหว่าง 50-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าค่า HDL อยู่ในระดับที่น้อยกว่า 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่ามี HDL อยู่ในระดับต่ำ
LDL Cholesterol หรือไขมันที่ไม่ดี ซึ่งจะค่อยๆ สะสมเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดแดง ค่า LDL ที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ค่าปกติน้อยกว่า 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
Triglyceride ค่า Triglyceride ที่สูงมักพบร่วมกับระดับคอเลสเตอรอล และLDL ในเลือดสูง ค่า Triglyceride ควรน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

การควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
คุณสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้โดยการลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว จะทำให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง คำแนะนำในการเลือกรับประทานอาหารได้ง่าย และอร่อยไม่แพ้กัน มีดังนี้
เพิ่มการรับประทานอาหารประเภทปลา ไก่ ที่ลอกเอามันหรือหนังออก
รับประทานผัก ผลไม้ หรือธัญพืชให้มากขึ้น
เลือกใช้น้ำมันชนิดไม่อิ่มตัวในการประกอบอาหาร
เลือกดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ
จำกัดการรับประทานไข่แดงเพียง 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ หรือใช้ไข่ขาวประกอบอาหารแทนไข่ทั้งฟอง

การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่กับโรคหัวใจ
เมื่อสูดควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ลดปริมาณของเลือดที่มีออกซิเจนที่ไปสู่หัวใจและอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย การที่ปริมาณเลือดที่มีออกซิเจนไปสู่หัวใจลดลง จะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (Angina) การสูบบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง และเพิ่มการก่อตัวของสารไขมันไปเกาะที่ผนังเส้นเลือดด้านในมากขึ้น ทำให้เกิด "หลอดเลือดแข็งตัว" (Atherosclerosis) ซึ่งจะลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย นำไปสู่ภาวะหัวใจ และสมองขาดเลือดได้

ผลของนิโคติน

โดยส่วนใหญ่ผู้ที่สูบบุหรี่จะติดนิโคตินที่ให้ผลทางด้านจิตใจในระยะยาว บางคนสูบบุหรี่เพราะคิดว่าช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ลดความเหนื่อยล้า และช่วยเพิ่มความรู้สึกในการควบคุมตนเอง การสูบบุหรี่เป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว

จะเลิกบุหรี่ได้อย่างไร

มีหลายวิธีในการเลิกบุหรี่ วิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีคือ ความตั้งใจจริง ในการปรับพฤติกรรมการดูแลตนเอง เช่น การลดความเครียด ออกกำลังกาย และได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง โดยวิธีการต่างๆ ดังนี้

จัดการกับความเครียด หลายๆ คนสูบบุหรี่เพื่อลดความเครียด หรือช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ควรเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายความเครียด ด้วยวิธีอื่นที่ดีกว่าการสูบบุหรี่

การออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดผลทางจิตใจเหมือนกับการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกในการควบคุมตนเอง ความรู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น และเพิ่มความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่มีความเครียด ควรหากิจกรรมการออกกำลังกายที่ชอบ เช่น การเดิน ขี่จักรยาน หรือกิจกรรมอื่นที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

กำลังใจ กำลังใจจากคนรอบข้างในสังคม เป็นส่วนสำคัญในแผนการงดสูบบุหรี่ทุกขั้นตอน เลือกคนที่สามารถให้กำลังใจ และช่วยคุณสนการเลิกบุหรี่ การดูแลตนเองเป็นวิธีช่วยให้เลิก บุหรี่ได้ดีที่สุด แต่พึงระลึกไว้ว่าวิธีหนึ่งที่ได้ผลกับคนหนึ่ง อาจใช้ไม่ได้กับคนอีกคนหนึ่ง ดังนั้น คุณควรเลือกวิธีที่รู้สึกว่าดีที่สุดสำหรับคุณ

ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิต คืออะไร

ความดันโลหิต คือ แรงดันในการส่งเลือดในหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการวัดความดันจะมี 2 ค่า คือ ตัวเลข ตัวบน (Systolic Blood Pressure) คือ ค่าแรงดันเลือด ขณะหัวใจบีบตัว และตัวเลขตัวล่าง (Diastolic Pressure) คือ แรงดัน ขณะหัวใจคลายตัว ค่าความดันปกติ คือ 120/80

ความดันโลหิตสูงหมายถึงอะไร

ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่มีการเพิ่มแรงดันในหลอดเลือด ค่าความดันโลหิตที่สูง คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 ค่าความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากันตลอดเวลา แต่ถ้าตรวจพบว่าค่าความดันมากกว่า 140/80 อยู่เสมอ ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ความดันโลหิตสูงกับโรคหัวใจ

ความดันโลหิตสูงก่อให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจ และหลอดเลือด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดโรคทางหลอดเลือดสมองหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ บางคนมีความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีอาการ หรือที่เรียกว่า "Silent Killer" การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะสามารถพบภาวะความดันโลหิตสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ได้ยา

เมื่อพบแพทย์สั่งยาควบคุมความดันโลหิตให้ ควรทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และหากเกิดอาการจากผลข้างเคียงของ ยา ควรแจ้งแพทย์ทันที เนื่องจากยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตมีหลายชนิดหากเกิดอาการจากผลข้างเคียงของยา สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นได้ ไม่ควรหยุดยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์


การควบคุมดูแลภาวะความดันโลหิตสูง

ควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักจะช่วยลดความดันโลหิต การลดน้ำหนักทำได้โดยการลดปริมาณแคลอรี่ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดปริมาณเกลือในอาหาร เกลือจะทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นในคนไข้บางคน

เพิ่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความดันโลหิต ควรเริ่มอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นต้องมีการ warm up และcool down ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือเมื่อต้องการเริ่มกิจกรรมออกกำลังกายอย่างใหม่

จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์และคาเฟอีน การดื่มสุรา หรือที่มีคาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนลงเหลือ 2-3 แก้ว/วัน และจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์เหลือ 1-2 แก้ว/วัน

ลดความเครียด การปล่อยให้มีความเครียดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ควรรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด

หยุดปัญหา คลอเลสเตอรอล !!


งานวิจัยหลายฉบับต่าง ยืนยันว่าเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ สามารถช่วยป้องกันโอกาสเสี่ยงต่อโรค
- คลอเลสเตอรอลสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจ
หากคุณรับประทานเส้นใยอาหารวันละ 25-30 กรัมต่อวัน
แต่โดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่จะรับประทานเส้นใยอาหารเพี่ยงวันละ 5 - 10 กรัมเท่านั้น

สาเหตุหลักของโรคดังกล่าวคือ


      *ขาดการออกกำลังกาย
        *บริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง หรือเป็นประจำ
          * ขาดหลักโภชนการที่ดี



เบอร์โทรติดต่อ : 086 885 5095

     K.อัญชลีรัตน์

u.lakshmi50@gmail.com

 
สนใจคลืกภาพข้างล่างนี้ค่ะ